Site Loader

ความสุขต่อชีวิต คุณค่าที่หาไม่ยาก

“ความสุข” คำนามสั้น ๆ แค่คำเดียว แต่เราเคยตั้งคำถามกันบ้างหรือไม่ว่า จริง ๆ แล้ว ความสุขมันคืออะไรกัน ฟังดูเหมือนจะเป็นคำถามที่ง่ายดาย แต่ทว่าแอบแฝงไปด้วยความย้อนแย้งและสับสน ทำไมมนุษย์อย่างเราทุกคนถึงได้โหยหามันยิ่งนัก มุมมองของ ความสุข ตามหลักปรัชญาที่ Aristotle ได้กล่าวไว้ ก็คือ ความสุขคือเป้าหมายสูงสุดของมนุษย์” คำกล่าวเช่นนี้ ยิ่งเน้นไปถึงการตอกย้ำให้เรากลับมาทบทวนอีกว่า ความจริงแล้ว เราใช้ความสุขเป็นแรงขับเคลื่อนชีวิตหรือเปล่า

ความสุขที่หาได้ง่าย ๆ ในชีวิต

เอ็นดอร์ฟิน

จริง ๆ แล้วการตั้งคำถามเช่นนี้ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่แต่อย่างใด ในวงการนักปรัชญา บ่อยครั้งที่ผู้มีความรู้มากประสบการณ์ มักจะหยิบยกหัวข้อนี้มาถกเถียงกันอยู่บ่อย ๆ การให้นิยามจำกัดความของคำนามข้างต้น ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราใช้ศาสตร์แขนงไหนในการมอง ในทางวิทยาศาสตร์มนุษย์มีสารเคมีในสมองชนิดหนึ่งชื่อว่า “Endorphin” เป็นตัวกลางที่ทำให้เรามีความสุข มนุษย์อย่างเรา ๆ เสพสุขจนเป็นกิจวัตร นี่ไม่ได้เป็นการกล่าวในเชิงทางเพศ หากเราทุกคนได้ลองพิจารณาตัวเอง ไม่มีใครปรารถนาทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด เพื่อให้ตัวเองรู้สึกทุกข์ เสียใจ หรือกลุ้มใจ มนุษย์เป็นสัตว์ที่มีความรู้สึก และบ่อยครั้งที่เราใช้ความรู้สึกควบคุมความคิดของเรา หลายคนปฎิเสธว่า พวกเขาไม่ได้ทำสิ่งนั้นเพื่อความสุข ให้จำไว้ว่าคนผู้นั้นกำลังโกหกเราอยู่ เพราะแท้จริงแล้ว เขามีความพอใจที่จะทำแบบนั้น ถึงแม้ว่าจะทำให้พวกเราทุกข์ในภายหลังก็ตาม นั่นก็เป็นทางเลือกของเขาที่ต้องเผชิญ เราไม่สามารถพูดอะไรได้ ถ้าหากเราจะยกตัวอย่างให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ขอให้เรานึกถึงศาสดาของพระพุทธศาสนา เหตุใดที่พระพุทธเจ้าถึงต้องการแสวงหาหนทางดับทุกข์ นั่นก็เพราะพระองค์ต้องการที่จะมีความสุข การบวชในครั้งนั้นทำให้พระองค์มีแรงผลักดันในการใช้ชีวิตต่อ

แล้วความสุขของมนุษย์ขึ้นอยู่กับอะไร ลัทธิแบบสุขนิยมได้จำแนกออกเป็น 4 ลักษณะทั่วไป คือ  ความสุขทางกายคือสิ่งที่ดีที่สุด, ความสุขจบในตัวเอง ไม่เป็นวิถีนำไปสู่สิ่งอื่นอีก, ความสุขคือสิ่งที่มนุษย์แสวงหา และการกระทำที่มีคุณค่าทางจริยธรรม เพื่อเป็นวิถีให้ได้มาซึ่งความสุข เห็นหรือยังว่าความสุขนั้นมีหลากหลายรูปแบบ ถ้าเรามองตามหลักความจริงแล้วปรากฏว่า ความสุขทางใจมักจะมีอิทธิพลมากกว่าความสุขทางกาย เช่น มนุษย์คนหนึ่งพึงพอใจที่จะมีชีวิตอยู่อย่างธรรมดา ไม่หรูหรา อู้ฟู่ แต่เขาคนนั้นรู้สึกดีกับชีวิตของเขา หรือ ชายนักรบคนหนึ่งเพิ่งออกมาจากสนามรบ แต่โชคร้ายที่นักรบผู้นี้ต้องเสียขาไปข้างนึง ถ้าเรามองจากภายนอก เขาคือคนที่น่าเวทนาและน่าสงสาร แต่ถ้าหากเขารู้สึกปลื้มปีติกับสิ่งที่เขาเป็น รู้สึกดีที่เขาได้ออกไปต่อสู้กับศัตรู และเขาก็พร้อมที่จะยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว ความพิการสำหรับเขาก็ไม่ใช่ความทุกข์แต่อย่างใด ดังนั้นความสุขของมนุษย์ ก็ขึ้นอยู่กับคำนิยามของแต่ละคนได้กำหนดให้แก่ตัวเอง ความสุขของมนุษย์คนนึง อาจจะไม่ใช่สิ่งที่ดีของมนุษย์อีกคนนึง

ถ้าเราได้ทำการวิเคราะห์ถึงความเกี่ยวข้องระหว่างความสุขและชีวิต จะพบได้ว่ามนุษย์ยังต้องใช้ความสุขเป็นตัวนำพาชีวิต นี่คือสิ่งที่เราไม่สามารถหาข้อมาถกเถียงได้ ถึงแม้ว่าเราจะพยายามหาข้อมาลบล้าง แต่สุดท้ายเราก็จะกลับมาตั้งคำถามอยู่ดีว่า เราทำไปเพราะเราพึงพอใจใช่หรือเปล่า

 

ความเชื่อในยุคโลกาภิวัตน์

มนุษย์และความเชื่อเป็นสิ่งที่อยู่คู่กันมาอย่างยาวนานตั้งแต่มีการค้นพบและได้รับจารึกในประวัติศาสตร์ หลายๆ ความเชื่อได้ถูกพบในรูปแบบของวัตถุโบราณและภาพฝาผนังตามอาคารบ้านเรือนและโบราณสถานต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า มนุษย์เฉกเช่นพวกเรานั้น มีความเชื่อที่ยึดถือและปฏิบัติกันมาหลายยุคหลายสมัยเลยทีเดียว

ภายใต้กาลเวลาที่ได้ดำเนินผ่านมาอย่างยาวนาน  โลกของเราได้เกิดการเปลี่ยนแปลงและวิวัฒนาการในหลายด้าน รวมถึงทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีทฤษฎีมากมายถูกค้นพบและตีแผ่เป็นวงกว้าง หลายๆทฤษฎีได้พิสูจน์ให้เห็นถึงข้อเท็จจริงของปรากฏการณ์ที่มนุษย์นับถือบูชาเป็นดั่งความเชื่อส่วนบุคคลกันมาอย่างยาวนาน แต่นั่นไม่ได้ทำให้ความเชื่อเหล่านั้นสึกหรอเลยแม้แต่น้อย ซ้ำแล้ว ความเชื่อนั้นได้ขยายและเพิ่มพูนผ่านทางเทคโนโลยีไปจนทำให้ผู้คนมากมายหลั่งไหลไปยังสถานที่ต่างๆ จนสถานที่นั้นกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวและจุดแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของเมืองนั้นๆอีกด้วย

ศรัทธา

หากพูดถึงความเชื่อแล้ว เราไม่สามารถมองข้ามการขอโชคลาภของมนุษย์โดยทั่วไปได้เลย หรือที่เราเรียกกันด้วยภาษาที่ไม่เป็นทางการว่า “การขอหวย” นั่นเอง เพราะหวยหรือล็อตเตอรี่นั้น เป็นสิ่งที่นิยมมากโดยทั่วไป ไม่ใช่แค่ในไทย แต่หลายๆ ประเทศก็มีการซื้อหวยกันในลักษณะที่แตกต่างออกไปเพราะหวยเป็นเงินที่ได้มาง่าย โดยแทบไม่ต้องออกแรงอะไรเลย นอกจากออกแรงเดินไปซื้อและเงินที่เอาไปซื้อนั้นไม่ได้มากเมื่อเทียบกับการลงทุนใหญ่

การซื้อหวยคือการทำนายเลขที่จะถูกประกาศออกมาจากกองสลาก ซึ่งมนุษย์สมัยใหม่ก็มีวิธีหาเลขเด็ดของตัวเองที่แตกต่างกันออกไปและเนื่องด้วยนี่คือยุคสมัยโลกาภิวัตน์ วิธีการหาเลขก็ต้องเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีอย่างแน่นอน คนส่วนใหญ่ในตอนนี้ต่างก็มีโทรศัพท์มือถือที่ราคาไม่ถูกก็แพงอยู่ในครอบครอง เหล่าคอหวยก็เช่นกัน คอหวยเหล่านี้สามารถเสิร์ชหาสถานที่ฮอตฮิตของการขอหวยในอินเตอร์เน็ตได้ เมื่อได้โลเคชั่นมาแล้วก็ตระเตรียมแป้งสำหรับโรยและนิ้วสำหรับขูดหวยไว้ให้พร้อม บางคนอาจจะนำเครื่องเซ่นำร้อมดอกมธูปเทียนไปถวายเพื่อให้เจ้าที่รักและเอ็นดูด้วยก็ได้  ถ้าหากคอหวยเหล่านี้อยู่เป็นกลุ่มใหญ่ก็อาจจะติดรถกันไปหลายๆคน โดยสถานที่ก็มีแตกต่างกันออกไป ทั้งศาลเจ้า ศาลเพียงตา ต้นตะเคียน วัด ต้นโพที่มีเทพสิงสถิต ถึงแม้ว่าหลายๆคนจะบอกว่า การทำสิ่งเหล่านี้นันไร้ค่าและงมงายเพราะสิ่งที่พวกเขาทำนั้นมีเพียงการกราบไหว้และใช้นิ้วขูดตามบริเวณต่างๆ แต่เหล่าคอหวยก็ตอบจนแทบจะเป็นเสียงเดียวกันว่า “มันคือความเชื่อ” ซึ่งถ้าคนเหล่านั้นไม่เชื่อ ก็ไม่ควรมาพูดกับพวกตนแบบนี้เพราะถ้าหากพวกตนถูกหวยขึ้นมา ยังไงสิ่งเหล่านี้มันก็คุ้มค่าแล้วที่จะทำ

 

 

คนดื้อไม่ได้มีแค่ประเภทเดียว

หากเราเป็นคนที่ต้องพบปะผู้คนใหม่อยู่บ่อย ๆ เราจะสามารถรู้ได้เลยว่ามนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่รับมือได้ยากที่สุดแล้ว ยิ่งความสามารถในการคิดเชิงวิเคราะห์ซับซ้อนสูง แน่นอนว่าเล่ห์เหลี่ยมก็มีมากไม่ต่างกัน แปรผันตรงตามระดับสมอง ในต่างประเทศอย่างสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ นักจิตวิทยาได้ศึกษาพฤติกรรมที่เรียกว่า “SIGNS of TOXICITY” อย่างจริงจัง พร้อมทั้งยังมีงานวิจัยมากมายที่ได้ทำการศึกษาพฤติกรรมของมนุษย์ในเชิงลบว่าเป็นไปในลักษณะรูปแบบใด ความน่าสนใจก็คือ การมี Life coach มากมาย ที่ออกมาสอนเกี่ยวกับการรับมือของพฤติกรรมมนุษย์ด้วยกันเอง มีการเข้าคลาสเรียน มีการสอบ สิ่งนี้เป็นตัวยืนยันไปอีกขั้นว่า จริง ๆ แล้วมนุษย์เนี่ยแหละ…คือสัตว์ที่ร้ายกาจที่สุดในโลกของเรา

Sigh of Toxicity ที่กล่าวอ้างในข้างต้นนั้น จริง ๆ แล้วไม่ใช่พฤติกรรมที่หาดูได้ยากแต่อย่างใด แท้จริง มันก็คือพฤติกรรมที่มนุษย์มักชอบทำเมื่อมีภัยมาถึง ดังนี้

เห็นแก่ตัว

  1. ชอบมีปัญหากับทุกคนเสมอ

ในที่นี้รวมถึงไปการกระทำทั้งทางตรงและทางอ้อม การวางตัวตามกาลเทศะ บางคนอาจจะยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตัวเองมีปัญหากับคนอื่น สาเหตุอาจจะมาจากการวางตัวตามสถานการณ์ก็เป็นได้ รวมถึงไปการวิพากษ์วิจารณ์คนอื่นลับหลังในทางเสียหาย ก่อให้เกิดผลเสียต่อบุคคลนั้น ๆ

  1. ยกตนข่มท่าน

บุคคลลักษณะนี้คือ การที่ชอบวิพากษ์วิจารณ์ตัวเองในเชิงบวก เพื่อให้คนอื่นคล้อยตามและยกย่องตัวเอง และหารู้ไม่ว่าบางครั้งชอบใช้คำจิกกัดที่รุนแรง ทำให้คนอื่นรู้สึกอึดอัด เช่น “เธอไม่ควรทำแบบนี้นะ เพราะฉันไม่มีทางทำเด็ดขาด!”

  1. เห็นแก่ตัว

คนที่มีโลกของตัวเองเป็นที่ตั้ง ชอบใช้บรรทัดฐานที่ตัวเองสร้างไว้กับคนอื่น สนใจเฉพาะเรื่องของตัวเอง ไม่จำเป็นต้องแสดงพฤติกรรมเด่นชัดออกมาก็ได้ แค่เป็นผู้ฟังที่แย่ก็ถือว่าเห็นแก่ตัวแล้ว คนประเภทนี้คือเราสามารถพบเจอได้ทุกหนทุกแห่ง

  1. นักโกหก

หากเราปลุกปั้นสร้างเรื่องขึ้นมา ความน่าเชื่อถือของเราก็จะหมดไปทันที กลายเป็นจอมโกหกพกลม ที่ใคร ๆ ก็ไม่อยากเข้าใกล้ เพราะถือว่าคนประเภทนี้อันตรายที่สุด เพราะแม้แต่ความจริงก็ยังหาไม่ได้

  1. เอาแต่ใจ

การเอาแต่ใจ มักจะมาพร้อมกับคำว่าอีโก้ คนที่เอาแต่ใจนั้นก็เรียกได้ว่าเป็นคนนิสัยเสียแบบคูณสอง เพราะเราสามารถตีความได้อีกว่าคน ๆ นี้มีความเห็นแก่ตัวไม่น้อยเลย

  1. นักโทษ

ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง “Prisoner” แต่นั่นก็คือโทษแต่คนอื่น ขาดการพิจารณาถึงพฤติกรรมตัวเอง ซึ่งต่อให้ตัวเองผิดแค่ไหน แต่เจ้าตัวก็พร้อมที่จะโบ้ยความผิดให้คนอื่นตลอดเวลา

 

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การเล่นพนันออนไลน์ช่วยคลายความเครียดได้จริง

ขึ้นชื่อว่าความเครียดมีกันอยู่ในตัวทุกคน ยิ่งสังคมสมัยนี้ที่สังเกตว่าอัตราความเครียดของคนสูงมากขึ้นเรื่อย ๆ จึงจำเป็นต้องมองหาวิธีในการคลายความเครียดต่าง ๆ ให้หายไปจากสมองบ้าง ไม่ต้องคิดถึงเรื่องของงานหรือปัญหาชีวิตเพียงอย่างเดียว ทุกคน ๆ ล้วนมีสิ่งต้องทำให้คิดมากกันทั้งนั้นแต่ถ้ามีช่วงเวลาปล่อยวางบ้างจะทำให้คุณเองมีความสุขมากขึ้น หนึ่งในวิธีช่วยให้คลายเครียดได้เป็นอย่างดีคือ การเล่นพนันออนไลน์ อาจไม่เชื่อว่าสิ่งนี้ทำได้จริงหรือ ตอบสั้น ๆ เลยว่า ได้แน่นอน

Gambling-is-Fun

เทคนิคการเล่นพนันออนไลน์อย่างถูกวิธีเพื่อช่วยลดอาการเครียด

  1. ไม่ต้องคิดมากว่านี่คือการลงทุน เงินมีเข้าก็ต้องมีออกเป็นเรื่องปกติ เน้นความสนุกจากกติกาของเกมพนันออนไลน์ที่ได้เล่นดีกว่า พร้อมกันนี้เงินที่ลงทุนควรเป็นเงินเย็น แบ่งแยกเอาไว้สำหรับลงทุนต่าง ๆ เมื่อได้เข้าไปอยู่ในห้องการพนันออนไลน์เชื่อว่าคุณจะลืมทุกสิ่งไปชั่วขณะแน่นอน
  2. เมื่อได้เงินแล้วแยกเก็บเอาไว้ใช้ต่างหาก อีกความสุขที่ช่วยลดทอนความเครียดของชีวิตคือ เงิน ดังนั้นการเล่นพนันออนไลน์หากชนะได้ก็ควรเก็บเงินเอาไว้ใช้จ่ายความสุขของตนเอง ไม่จำเป็นต้องเอาเงินก้อนนั้นไปลงทุนต่อเรื่อย ๆ
  3. มีเกมมากมายให้เล่นตามที่คุณต้องการ การบรรเทาความเครียดจะต้องเริ่มจากภายในก่อน หากคุณไม่รู้สึกสนุกกับการเล่นเพียงแค่เปลี่ยนเกมอีกครั้ง ในการเล่นการพนันที่ ONLINEBET99 มีเกมที่แตกต่างกันมากมาย คลิกเพื่อลองเล่นเกมที่คุณต้องการเล่น หากการค้นหาเกมสนุก ๆ มากเท่านี้จะทำให้ชีวิตผ่อนคลายจริงๆ

ยังมีคนอีกจำนวนมากเลือกเล่นเกมพนันออนไลน์เพื่อความบันเทิง

Gambling-Relieve-Your-Stress

อย่างที่บอกว่าหากปล่อยวางความเครียดได้เมื่อไหร่ก็จะมีความสุขกับชีวิตมาเท่านั้น การเล่นพนันออนไลน์ไม่ใช่แค่เล่นเพื่อหวังเอาเงินเพียงอย่างเดียวแต่หลาย ๆ คนเลือกที่จะเล่นเพื่อให้เกิดความบันเทิงในชีวิต การได้ลุ้นในแต่ละเกมมันคืออารมณ์ร่วมที่บอกใครไม่ได้นอกจากต้องลองด้วยตนเอง ขึ้นชื่อว่าความบันเทิงมันคือการมอบความสุขให้กับชีวิต ดังนั้นใครก็ตามที่อยากสนุกสนาน เพลินไปกับการใช้เวลาว่าง ๆ เลือกเล่นเกมพนันออนไลน์คือคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับคุณ อีกทั้งนอกจากความสนุกแล้วถ้าแทงดี ๆ ยังได้เงินเอาไว้ใช้จ่ายอีกด้วย

การพยายามมองหาวิธีลดความเครียดให้กับตนเองคือสิ่งที่ดี ยิ่งเครียดมากเท่าไหร่ผลเสียก็มีสิทธิ์เกิดขึ้นกับร่างกายมากเท่านั้น ค่อย ๆ ปล่อยวางบางอย่างแล้วเลือกหาวิธีแก้อารมณ์ของตนเองดังเช่นการเล่นเกมพนันออนไลน์ บอกเลยว่านอกจากความสุข ความผ่อนคลาย ยังได้เงินไว้ใช้อีกต่างหาก

ทำความเข้าใจเสียใหม่กับผู้ป่วยจิตเวช

ผู้ป่วยจิตเวช

สำหรับคนปกติเมื่อพบว่าใครก็ตามมีอาการทางจิตเวชมักถูกเหมารวมว่าเป็น “คนบ้า” เสียหมด ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วโรคต่าง ๆ ทางจิตเวชมีอยู่มากมายโดยแสดงอาการแตกต่างกันออกไป เช่น โรคซึมเศร้า, โรคย้ำคิดย้ำทำ, อาการแพนิค, โรคไบโพลาร์ ฯลฯ เพียงแค่พื้นฐานอาการป่วยของคนเป็นโรคเหล่านี้มาจากจิตใจเหมือนกันเท่านั้น หากมองในแง่ของเรื่องทั่วไปก็เหมือนกับคนป่วยโรคต่าง ๆ เช่น โรคหัวใจ, โรคเบาหวาน ฯลฯ ที่ต้องใช้ระยะเวลาในการรักษานาน ดังนั้นจึงอยากให้ปรับทัศนคติพร้อมทำความเข้าใจกับผู้ป่วยจิตเวชใหม่ตั้งแต่ตอนนี้

  1. ผู้ป่วยจิตเวชก็คือคนธรรมดาคนหนึ่งที่ป่วย

ใช่แล้ว ผู้ป่วยจิตเวชก็คือคนทั่ว ๆ ไปคนหนึ่งที่สามารถใช้ชีวิตในสังคมได้ตามปกติ เพียงแค่เขาคนนั้นมีอาการป่วยทางจิตใจที่จำเป็นต้องรักษาด้วยวิธีทางการแพทย์เท่านั้น ย้ำอีกครั้งว่าคนเหล่านี้ไม่ใช่คนบ้า แถมหลาย ๆ คนยังมีความสามารถมากกว่าคนสภาพจิตใจปกติด้วยซ้ำ

  1. นอกจากการพบแพทย์ การทานยา สิ่งแวดล้อมรอบข้างคือยาขนานเอก

ผู้ป่วยเกี่ยวกับจิตเวชต้องการกำลังใจในชีวิตมากกว่าคนปกติ คนทั่วไปอาจคิดว่าแค่ไปหาหมอ รับยา ทานยาตามที่หมอสั่งเดี๋ยวก็หาย ทว่าบางรายอาการป่วยเหล่านี้ยังคงติดตัวแม้รักษาเป็น 10 ปี จึงไม่ใช่แค่การกระทำดังที่บอกแต่คนรอบข้างโดยเฉพาะครอบครัว, เพื่อนฝูง, คนรัก ต้องเปิดใจกับเรื่องนี้ให้มากและพยายามเป็นยาขนานเอกที่ทำให้พวกเขากลับมาอยู่ในสภาพปกติได้อีกครั้ง

  1. สักวันหนึ่งการป่วยทางจิตเวชจะหายได้

สืบเนื่องมาจากข้อที่ 2 หากปฏิบัติตามที่แพทย์แนะนำ ทานยาตามกำหนด คนรอบข้างให้ความสำคัญ ใส่ใจดูแล วันหนึ่งโรคต่าง ๆ ทางจิตเวชที่เป็นอยู่ก็สามารถหายขาดได้จริง แต่ทั้งนี้ก็ต้องพยายามดูแลตนเองเพื่อไม่ให้กลับมาป่วยเป็นโรคดังกล่าวหรือโรคใหม่ ๆ ซ้ำอีก

  1. ผู้ป่วยจิตเวชไม่ใช่คนน่ากลัว

อย่างที่บอกไปในข้อแรกว่าคนเหล่านี้คือผู้ป่วยคนหนึ่งเท่านั้น แต่คนทั่วไปมักชอบคิดว่าคนเหล่านี้น่ากลัว ไม่อยากเข้าใกล้ นั่นยิ่งสุ่มเสี่ยงต่อการทำให้ชีวิตของผู้ป่วยจิตเวชแย่ลงกว่าเดิมอีกหลายเท่า คนเหล่านี้ไม่ใช่คนน่ากลัว เขาอยู่ได้ในสังคมเพียงแค่ยอมรับในตัวเขาเท่านั้น

Healing Trauma

การทำความเข้าใจเสียใหม่กับผู้ป่วยจิตเวชจะทำให้ทั้งผู้ป่วยและคนใกล้ชิดสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข เชื่อว่าทุกโรคที่เกิดขึ้นสามารถหายได้จริงหากทุกฝ่ายให้ความช่วยเหลือ สร้างความเข้าใจอย่างถูกต้อง ต้อนรับผู้ป่วยด้วยความเป็นมิตร เขาเองก็พร้อมจะพยายามอย่างถึงที่สุดเพื่อให้สภาพจิตใจกลับมาปกติ

โรคย้ำคิดย้ำทำ โรคทางจิตเวชที่ควรต้องรักษา

เมื่อโลกมีวิวัฒนาการมากขึ้น อาการป่วยต่าง ๆ
ก็เริ่มที่จะมีแนวทางการรักษามากยิ่งขึ้นกว่าเดิม
หนึ่งในโรคทางจิตเวชที่มีผู้คนจำนวนไม่น้อยป่วยกันอยู่ก็คือ โรคย้ำคิดย้ำทำ หรือ Obsessive Compulsive Disorder (OCD) ซึ่งอาการของโรคสำหรับผู้ที่ป่วยเองอาจยังไม่รู้ตัวแต่จะสัมผัสได้ว่าชีวิตมีความแปลกประหลาดมากขึ้นกว่าเดิมทั้งเรื่องความคิดและพฤติกรรม
มาทำความรู้จักกับโรคนี้ให้มากขึ้นกว่าเดิมกันดีกว่า

ความหมายของโรคย้ำคิดย้ำทำ

โรคย้ำคิดย้ำทำเป็นอาการป่วยทางจิตเวชประเภทหนึ่งซึ่งจะมีอาการแบ่งออกเป็น
2 ประเภทอย่างชัดเจน ประกอบไปด้วย

  • อาการย้ำคิด เป็นลักษณะที่สมองจะสั่งให้คิดวนเวียนอยู่แต่เรื่องเดิม ๆ
    ไม่จบไม่สิ้น
    คือคิดแล้วก็วนกลับมาคิดอีกและไม่สามารถหาสาเหตุได้ว่าทำไมจึงต้องคิดแต่เรื่องนี้อยู่บ่อย
    ๆ และเรื่องที่คิดมักเป็นเรื่องติดลบ
  • อาการย้ำทำ เป็นอาการต่อเนื่องที่เกิดจากอาการย้ำคิด
    คือเวลาทำอะไรก็ตามจะรู้สึกไม่มั่นใจว่าตนเองทำไปเรียบร้อยแล้วหรือยังจนต้องเสียเวลาในการย้อนกลับมาตรวจสอบแบบนี้อยู่บ่อยครั้ง
    ทั้ง ๆ
    ที่รู้อยู่แล้วว่าทำไปเรียบร้อยแต่พอเวลาผ่านไปครู่เดียวก็กังวลใจอยากไปตรวจสอบอีก
    เช่น ปิดน้ำไปแล้วก็ไม่แน่ใจว่าปิดหรือยังต้องกลับมาเช็คใหม่หลาย ๆ รอบ เป็นต้น

ทำอย่างไรเมื่อรู้ว่าตนเองเป็นโรคย้ำคิดย้ำทำ

ลำดับแรกหากคุณรู้สึกว่ามีอาการดังที่กล่าวมาข้างต้น
ประเภทชอบคิดแต่เรื่องเดิม ๆ ซ้ำซาก
หยุดคิดไม่ได้จนกลายมาเป็นพฤติกรรมที่ต้องทำอะไรเดิม ๆ
เสียเวลาชีวิตมากขึ้นนี่คือสิ่งที่คุณควรต้องทำอย่างยิ่ง

  • เปิดใจรับความจริงพร้อมกับไปพบจิตแพทย์
    สิ่งแรกเลยคือต้องยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นให้ได้
    อย่ามองว่านี่คือคนบ้าหรือคนโรคจิต
    มันคืออาการป่วยอย่างหนึ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน
    เมื่อเปิดใจยอมรับได้แล้วก็ไปพบแพทย์และทำตามคำที่แพทย์แนะนำเอาไว้จะดีที่สุด
  • พยายามยับยั้งชั่งใจในการกระทำของตนเองพร้อมกับทำให้มั่นใจว่าทำไปแล้วไม่ต้องคิดทบทวนกลับไปทำซ้ำอีก
    เช่น
    เดินไปปิดไฟในบ้านแล้วก็บอกตัวเองว่าปิดแล้วจากนั้นถ้าสมองยังคิดถามตัวเองว่าปิดไฟหรือยังก็ไม่ต้องสนใจ

โรคย้ำคิดย้ำทำยังไม่ถึงขั้นป่วยเป็นโรคซึมเศร้า
อย่าพึ่งคิดมากจนเกินไป
อย่างที่บอกทำความเข้าใจพร้อมยอมรับในสิ่งที่ตนเองเป็นแล้วทุกอย่างก็สามารถแก้ไขกันได้รับรองว่าอาการของโรคจะค่อย
ๆ ทุเลาลงและดีขึ้นกว่าเดิมอย่างแน่นอน

จิตวิทยาทางความคิดในการสร้างชีวิตให้เป็นสุข

เมื่อพูดถึงคำว่า “ความสุข” ดูแล้วเป็นคำที่ใคร ๆ
ก็อยากให้พบเจอและเกิดขึ้นกับตนเอง แต่ก็มีหลายคนชอบพูดว่าคำ ๆ
นี้เป็นของชั่วคราวเท่านั้น เมื่อมีสุขก็ต้องมีทุกข์เป็นเรื่องปกติ แต่ในทางจิตวิทยาสิ่งเหล่านี้จริงแล้วขึ้นอยู่กับความคิดของคน
ๆ นั้นมากกว่า สมมุติ
คนป่วยเป็นโรคเดียวกันคนหนึ่งคิดว่าจะรักษาอย่างไรให้สุขภาพดีที่สุด
อายุยาวนานมากที่สุด กับอีกคนท้อแท้ในชีวิต สิ้นหวัง รอวันตาย
แบบนี้ก็คงพอมองภาพออกแล้วว่าท้ายที่สุดจะเป็นอย่างไร
ด้วยเหตุนี้จึงอยากแนะนำจิตวิทยาทางความคิดเพื่อสร้างชีวิตให้เป็นสุข

  1. เรื่องรอบตัวของชีวิตคิดให้เป็นบวก
    – คำว่าคิดบวกอาจมองเป็นเรื่องยากแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทำไม่ได้
    คิดบวกคือให้ลองคิดในมุมดี ๆ
    ของสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับตัวเราไม่ว่าเรื่องนั้นจะแย่สักแค่ไหนก็ตาม
    หากคิดแบบนี้ได้ยังไงก็ไม่มีความทุกข์เกิดขึ้นภายในจิตใจแน่ เช่น
    รถติดมากทำให้ไปทำงานไม่ทัน ก็ให้คิดเล่น ๆ
    ว่าสงสัยคืนนี้ต้องนอนเร็วเพื่อตื่นเช้าขึ้นกว่าเดิมแถมสุขภาพยังดีด้วย เป็นต้น
  2. มองหาสิ่งที่ชอบแล้วทำมันอย่างสม่ำเสมอ
    – การได้ทำในสิ่งที่ตนเองชอบ สิ่งที่รัก ย่อมสร้างความสุขให้กับทุก ๆ คนได้ไม่ยาก
    ด้วยแนวคิดนี้หากคุณกำลังรู้สึกเหนื่อยล้าหรือไม่สบายใจอะไรก็ตามพยายามหากิจกรรมที่ตนเองชอบแล้วลงมือทำไปกับมัน
    รับรองว่าจะช่วยให้คุณมีความสุขได้ง่าย ๆ โดยไม่ต้องกังวลใจอะไรมากมาย
  3. คิดเสมอว่าทุกปัญหามีทางแก้
    – นี่คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นเสมอ หลายคนเครียดกับปัญหาต่าง ๆ
    มากมายจนลืมมองไปว่าทุกปัญหามักมีทางแก้ของมันอยู่เสมอ
    เพียงแคต้องใช้เวลาหน่อยจะช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับปัจจัยรอบข้าง
    แต่ไม่มีใครที่ต้องทนทุกข์ไปตลอดชีวิตเพราะปัญหาอย่างแน่นอน
    แล้วเชื่อเถอะว่าหากคุณใจเย็นลง ค่อย ๆ คิดหาทางแก้ไข
    พอทำสำเร็จมันจะรู้สึกภูมิใจมากขึ้นกว่าเดิม
  4. อย่าใส่ใจคนที่เขาไม่ได้ใส่ใจคุณมากเกินไป
    – เข้าใจดีว่ามนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่มีความรู้สึก
    ดังนั้นเป็นเรื่องปกติที่คนรอบข้างเวลาทำอะไรกระทบจิตใจกับตัวเรามักรู้สึกไม่ดี
    แต่จงจำเอาไว้เสมอว่าไม่มีใครรักคุณได้มากเท่ากับตัวคุณเองที่สุด หากคน ๆ
    นั้นไม่ใช่คนที่ควรใส่ใจก็ไม่จำเป็นต้องให้ค่าใด ๆ ทั้งสิ้น

แนวคิดทางจิตวิทยาเหล่านี้มั่นใจได้เลยว่าจะช่วยเพิ่มความสุขให้กับชีวิตของคุณได้มากขึ้นกว่าเดิมอีกหลายเท่าอย่างแน่นอน
ไม่ต้องคิดมากแถมยังสนุกไปกับชีวิต

วิธีปฏิบัติตัวเมื่อต้องอยู่กับผู้ป่วยโรคซึมเศร้า

ผู้ป่วยซึมเศร้า

หากบอกว่ายุคนี้โรคยอดนิยมที่มีคนจำนวนมากป่วยทั้งที่รู้ตัวเองและไม่รู้ก็คือ
โรคซึมเศร้า โรคทางจิตเวชประเภทหนึ่งที่คนข้าง ๆ
จำเป็นต้องให้ความใส่ใจมากเป็นพิเศษ ไม่อย่างนั้นโอกาสที่จะทำอันตรายกับตัวเขาเองไปจนถึงการฆ่าตัวตายมีสูงมาก

แล้วถ้าหากคุณเป็นคนหนึ่งที่จำเป็นต้องอยู่กับผู้ป่วยโรคซึมเศร้าจะมีวิธีอย่างไรบ้างเพื่อให้เขาเหล่านั้นอาการดีขึ้นและหายเป็นปกติกลับมาใช้ชีวิตได้เหมือนเดิม
มีคำแนะนำดี ๆ มาฝากกัน

  1. รับฟังปัญหาพร้อมใช้หลักในการแนะนำในแบบที่ผู้ป่วยเข้าใจ

    อย่างที่รู้ว่าโรคซึมเศร้าคือโรคที่ผู้ป่วยมีปัญหาทางสภาพจิตใจด้วยเหตุนี้ผู้ที่อยู่ด้วยจึงต้องเป็นผู้ฟังที่ดี
    คอยรับฟังปัญหาต่าง ๆ ที่เขารู้สึกว่าเป็นอย่างไร
    ให้เขาคอยระบายในสิ่งที่รู้สึกออกมาอยู่ตลอด และเมื่อถึงคราวต้องให้คำแนะนำอย่าพึ่งคิดแบบคนปกติแต่ให้ใช้หลักของการให้กำลังใจพร้อมบอกวิธีง่าย
    ๆ ที่จะช่วยให้เขาผ่อนคลายมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม
  2. ไม่คาดหวังหรือกดดันกับผู้ป่วยมากเกินไป
    – อย่าไปคาดหวังในทุก ๆ เรื่องแม้แต่เรื่องของจะหายป่วยเมื่อไหร่
    เพราะอาการของโรคเหล่านี้ไม่มีเวลารักษาตายตัวชัดเจนว่าจะหายเมื่อไหร่
    การคาดหวังในทุก ๆ เรื่องกับผู้ป่วยจะทำให้เขารู้สึกกดดันมากกว่าคนที่มีจิตใจปกติ
    และนั่นอาจเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นได้
  3. ลองพาไปทำกิจกรรมที่เขามีความสุข
    – ลองถามดูว่าตัวเขาเองต้องการทำอะไรให้สนุก ๆ บ้างหรือไม่ก็ลองพาไปทำพร้อม ๆ กัน
    ย้ำว่าต้องถามให้ดี พอถึงช่วงเวลาระหว่างทำกิจกรรมนั้น ๆ
    ให้สังเกตว่าตัวเขาเองมีความสุขมากน้อยแค่ไหน ถ้าสีหน้ายังขาดรอยยิ้ม
    มีความมัวหมอง ก็ต้องพยายามหาวิธีในการช่วยเหลือเพื่อให้ลืมความทุกข์
    ความเครียดออกไปให้ได้ เช่น อาจลองให้ทำอะไรใหม่ ๆ ที่เขาไม่เคยทำมาก่อน เป็นต้น
  4. อยู่อย่างใกล้ชิด
    มีมิตรภาพดี ๆ ให้เสมอ – วิธีสุดท้ายคือพยายามอยู่กับผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด
    แต่ไม่ถึงขนาดว่าต้องตามติดทุกฝีก้าว
    ทั้งนี้หากเกิดอะไรที่ผิดปกติจะได้ช่วยเหลือทัน แต่ก็อย่างที่บอกให้ผู้ป่วยได้มีพื้นที่ส่วนตัวเป็นของตนเองบ้าง
    แล้วทุกอย่างจะค่อย ๆ ดีขึ้นมาเอง

คนที่มีความสุข

พื้นฐานสำคัญสำหรับคนที่ต้องอยู่กับผู้ป่วยโรคซึมเศร้าก็คือ
ให้เข้าใจในสิ่งที่เขาเป็นก่อน นี่คือโรคหนึ่งซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน
อย่าคิดว่าคนเหล่านี้เป็นบ้าเพราะมันจะยิ่งทำให้อาการทรุดหนักลงกว่าเดิมจนท้ายที่สุดอาจเกิดความสูญเสียที่ย้อนกลับไม่ได้ดังเดิม

RSS
Follow by Email