Site Loader

ทำความเข้าใจเสียใหม่กับผู้ป่วยจิตเวช

ผู้ป่วยจิตเวช

สำหรับคนปกติเมื่อพบว่าใครก็ตามมีอาการทางจิตเวชมักถูกเหมารวมว่าเป็น “คนบ้า” เสียหมด ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วโรคต่าง ๆ ทางจิตเวชมีอยู่มากมายโดยแสดงอาการแตกต่างกันออกไป เช่น โรคซึมเศร้า, โรคย้ำคิดย้ำทำ, อาการแพนิค, โรคไบโพลาร์ ฯลฯ เพียงแค่พื้นฐานอาการป่วยของคนเป็นโรคเหล่านี้มาจากจิตใจเหมือนกันเท่านั้น หากมองในแง่ของเรื่องทั่วไปก็เหมือนกับคนป่วยโรคต่าง ๆ เช่น โรคหัวใจ, โรคเบาหวาน ฯลฯ ที่ต้องใช้ระยะเวลาในการรักษานาน ดังนั้นจึงอยากให้ปรับทัศนคติพร้อมทำความเข้าใจกับผู้ป่วยจิตเวชใหม่ตั้งแต่ตอนนี้

  1. ผู้ป่วยจิตเวชก็คือคนธรรมดาคนหนึ่งที่ป่วย

ใช่แล้ว ผู้ป่วยจิตเวชก็คือคนทั่ว ๆ ไปคนหนึ่งที่สามารถใช้ชีวิตในสังคมได้ตามปกติ เพียงแค่เขาคนนั้นมีอาการป่วยทางจิตใจที่จำเป็นต้องรักษาด้วยวิธีทางการแพทย์เท่านั้น ย้ำอีกครั้งว่าคนเหล่านี้ไม่ใช่คนบ้า แถมหลาย ๆ คนยังมีความสามารถมากกว่าคนสภาพจิตใจปกติด้วยซ้ำ

  1. นอกจากการพบแพทย์ การทานยา สิ่งแวดล้อมรอบข้างคือยาขนานเอก

ผู้ป่วยเกี่ยวกับจิตเวชต้องการกำลังใจในชีวิตมากกว่าคนปกติ คนทั่วไปอาจคิดว่าแค่ไปหาหมอ รับยา ทานยาตามที่หมอสั่งเดี๋ยวก็หาย ทว่าบางรายอาการป่วยเหล่านี้ยังคงติดตัวแม้รักษาเป็น 10 ปี จึงไม่ใช่แค่การกระทำดังที่บอกแต่คนรอบข้างโดยเฉพาะครอบครัว, เพื่อนฝูง, คนรัก ต้องเปิดใจกับเรื่องนี้ให้มากและพยายามเป็นยาขนานเอกที่ทำให้พวกเขากลับมาอยู่ในสภาพปกติได้อีกครั้ง

  1. สักวันหนึ่งการป่วยทางจิตเวชจะหายได้

สืบเนื่องมาจากข้อที่ 2 หากปฏิบัติตามที่แพทย์แนะนำ ทานยาตามกำหนด คนรอบข้างให้ความสำคัญ ใส่ใจดูแล วันหนึ่งโรคต่าง ๆ ทางจิตเวชที่เป็นอยู่ก็สามารถหายขาดได้จริง แต่ทั้งนี้ก็ต้องพยายามดูแลตนเองเพื่อไม่ให้กลับมาป่วยเป็นโรคดังกล่าวหรือโรคใหม่ ๆ ซ้ำอีก

  1. ผู้ป่วยจิตเวชไม่ใช่คนน่ากลัว

อย่างที่บอกไปในข้อแรกว่าคนเหล่านี้คือผู้ป่วยคนหนึ่งเท่านั้น แต่คนทั่วไปมักชอบคิดว่าคนเหล่านี้น่ากลัว ไม่อยากเข้าใกล้ นั่นยิ่งสุ่มเสี่ยงต่อการทำให้ชีวิตของผู้ป่วยจิตเวชแย่ลงกว่าเดิมอีกหลายเท่า คนเหล่านี้ไม่ใช่คนน่ากลัว เขาอยู่ได้ในสังคมเพียงแค่ยอมรับในตัวเขาเท่านั้น

Healing Trauma

การทำความเข้าใจเสียใหม่กับผู้ป่วยจิตเวชจะทำให้ทั้งผู้ป่วยและคนใกล้ชิดสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข เชื่อว่าทุกโรคที่เกิดขึ้นสามารถหายได้จริงหากทุกฝ่ายให้ความช่วยเหลือ สร้างความเข้าใจอย่างถูกต้อง ต้อนรับผู้ป่วยด้วยความเป็นมิตร เขาเองก็พร้อมจะพยายามอย่างถึงที่สุดเพื่อให้สภาพจิตใจกลับมาปกติ

โรคย้ำคิดย้ำทำ โรคทางจิตเวชที่ควรต้องรักษา

เมื่อโลกมีวิวัฒนาการมากขึ้น อาการป่วยต่าง ๆ
ก็เริ่มที่จะมีแนวทางการรักษามากยิ่งขึ้นกว่าเดิม
หนึ่งในโรคทางจิตเวชที่มีผู้คนจำนวนไม่น้อยป่วยกันอยู่ก็คือ โรคย้ำคิดย้ำทำ หรือ Obsessive Compulsive Disorder (OCD) ซึ่งอาการของโรคสำหรับผู้ที่ป่วยเองอาจยังไม่รู้ตัวแต่จะสัมผัสได้ว่าชีวิตมีความแปลกประหลาดมากขึ้นกว่าเดิมทั้งเรื่องความคิดและพฤติกรรม
มาทำความรู้จักกับโรคนี้ให้มากขึ้นกว่าเดิมกันดีกว่า

ความหมายของโรคย้ำคิดย้ำทำ

โรคย้ำคิดย้ำทำเป็นอาการป่วยทางจิตเวชประเภทหนึ่งซึ่งจะมีอาการแบ่งออกเป็น
2 ประเภทอย่างชัดเจน ประกอบไปด้วย

  • อาการย้ำคิด เป็นลักษณะที่สมองจะสั่งให้คิดวนเวียนอยู่แต่เรื่องเดิม ๆ
    ไม่จบไม่สิ้น
    คือคิดแล้วก็วนกลับมาคิดอีกและไม่สามารถหาสาเหตุได้ว่าทำไมจึงต้องคิดแต่เรื่องนี้อยู่บ่อย
    ๆ และเรื่องที่คิดมักเป็นเรื่องติดลบ
  • อาการย้ำทำ เป็นอาการต่อเนื่องที่เกิดจากอาการย้ำคิด
    คือเวลาทำอะไรก็ตามจะรู้สึกไม่มั่นใจว่าตนเองทำไปเรียบร้อยแล้วหรือยังจนต้องเสียเวลาในการย้อนกลับมาตรวจสอบแบบนี้อยู่บ่อยครั้ง
    ทั้ง ๆ
    ที่รู้อยู่แล้วว่าทำไปเรียบร้อยแต่พอเวลาผ่านไปครู่เดียวก็กังวลใจอยากไปตรวจสอบอีก
    เช่น ปิดน้ำไปแล้วก็ไม่แน่ใจว่าปิดหรือยังต้องกลับมาเช็คใหม่หลาย ๆ รอบ เป็นต้น

ทำอย่างไรเมื่อรู้ว่าตนเองเป็นโรคย้ำคิดย้ำทำ

ลำดับแรกหากคุณรู้สึกว่ามีอาการดังที่กล่าวมาข้างต้น
ประเภทชอบคิดแต่เรื่องเดิม ๆ ซ้ำซาก
หยุดคิดไม่ได้จนกลายมาเป็นพฤติกรรมที่ต้องทำอะไรเดิม ๆ
เสียเวลาชีวิตมากขึ้นนี่คือสิ่งที่คุณควรต้องทำอย่างยิ่ง

  • เปิดใจรับความจริงพร้อมกับไปพบจิตแพทย์
    สิ่งแรกเลยคือต้องยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นให้ได้
    อย่ามองว่านี่คือคนบ้าหรือคนโรคจิต
    มันคืออาการป่วยอย่างหนึ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน
    เมื่อเปิดใจยอมรับได้แล้วก็ไปพบแพทย์และทำตามคำที่แพทย์แนะนำเอาไว้จะดีที่สุด
  • พยายามยับยั้งชั่งใจในการกระทำของตนเองพร้อมกับทำให้มั่นใจว่าทำไปแล้วไม่ต้องคิดทบทวนกลับไปทำซ้ำอีก
    เช่น
    เดินไปปิดไฟในบ้านแล้วก็บอกตัวเองว่าปิดแล้วจากนั้นถ้าสมองยังคิดถามตัวเองว่าปิดไฟหรือยังก็ไม่ต้องสนใจ

โรคย้ำคิดย้ำทำยังไม่ถึงขั้นป่วยเป็นโรคซึมเศร้า
อย่าพึ่งคิดมากจนเกินไป
อย่างที่บอกทำความเข้าใจพร้อมยอมรับในสิ่งที่ตนเองเป็นแล้วทุกอย่างก็สามารถแก้ไขกันได้รับรองว่าอาการของโรคจะค่อย
ๆ ทุเลาลงและดีขึ้นกว่าเดิมอย่างแน่นอน

จิตวิทยาทางความคิดในการสร้างชีวิตให้เป็นสุข

เมื่อพูดถึงคำว่า “ความสุข” ดูแล้วเป็นคำที่ใคร ๆ
ก็อยากให้พบเจอและเกิดขึ้นกับตนเอง แต่ก็มีหลายคนชอบพูดว่าคำ ๆ
นี้เป็นของชั่วคราวเท่านั้น เมื่อมีสุขก็ต้องมีทุกข์เป็นเรื่องปกติ แต่ในทางจิตวิทยาสิ่งเหล่านี้จริงแล้วขึ้นอยู่กับความคิดของคน
ๆ นั้นมากกว่า สมมุติ
คนป่วยเป็นโรคเดียวกันคนหนึ่งคิดว่าจะรักษาอย่างไรให้สุขภาพดีที่สุด
อายุยาวนานมากที่สุด กับอีกคนท้อแท้ในชีวิต สิ้นหวัง รอวันตาย
แบบนี้ก็คงพอมองภาพออกแล้วว่าท้ายที่สุดจะเป็นอย่างไร
ด้วยเหตุนี้จึงอยากแนะนำจิตวิทยาทางความคิดเพื่อสร้างชีวิตให้เป็นสุข

  1. เรื่องรอบตัวของชีวิตคิดให้เป็นบวก
    – คำว่าคิดบวกอาจมองเป็นเรื่องยากแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทำไม่ได้
    คิดบวกคือให้ลองคิดในมุมดี ๆ
    ของสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับตัวเราไม่ว่าเรื่องนั้นจะแย่สักแค่ไหนก็ตาม
    หากคิดแบบนี้ได้ยังไงก็ไม่มีความทุกข์เกิดขึ้นภายในจิตใจแน่ เช่น
    รถติดมากทำให้ไปทำงานไม่ทัน ก็ให้คิดเล่น ๆ
    ว่าสงสัยคืนนี้ต้องนอนเร็วเพื่อตื่นเช้าขึ้นกว่าเดิมแถมสุขภาพยังดีด้วย เป็นต้น
  2. มองหาสิ่งที่ชอบแล้วทำมันอย่างสม่ำเสมอ
    – การได้ทำในสิ่งที่ตนเองชอบ สิ่งที่รัก ย่อมสร้างความสุขให้กับทุก ๆ คนได้ไม่ยาก
    ด้วยแนวคิดนี้หากคุณกำลังรู้สึกเหนื่อยล้าหรือไม่สบายใจอะไรก็ตามพยายามหากิจกรรมที่ตนเองชอบแล้วลงมือทำไปกับมัน
    รับรองว่าจะช่วยให้คุณมีความสุขได้ง่าย ๆ โดยไม่ต้องกังวลใจอะไรมากมาย
  3. คิดเสมอว่าทุกปัญหามีทางแก้
    – นี่คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นเสมอ หลายคนเครียดกับปัญหาต่าง ๆ
    มากมายจนลืมมองไปว่าทุกปัญหามักมีทางแก้ของมันอยู่เสมอ
    เพียงแคต้องใช้เวลาหน่อยจะช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับปัจจัยรอบข้าง
    แต่ไม่มีใครที่ต้องทนทุกข์ไปตลอดชีวิตเพราะปัญหาอย่างแน่นอน
    แล้วเชื่อเถอะว่าหากคุณใจเย็นลง ค่อย ๆ คิดหาทางแก้ไข
    พอทำสำเร็จมันจะรู้สึกภูมิใจมากขึ้นกว่าเดิม
  4. อย่าใส่ใจคนที่เขาไม่ได้ใส่ใจคุณมากเกินไป
    – เข้าใจดีว่ามนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่มีความรู้สึก
    ดังนั้นเป็นเรื่องปกติที่คนรอบข้างเวลาทำอะไรกระทบจิตใจกับตัวเรามักรู้สึกไม่ดี
    แต่จงจำเอาไว้เสมอว่าไม่มีใครรักคุณได้มากเท่ากับตัวคุณเองที่สุด หากคน ๆ
    นั้นไม่ใช่คนที่ควรใส่ใจก็ไม่จำเป็นต้องให้ค่าใด ๆ ทั้งสิ้น

แนวคิดทางจิตวิทยาเหล่านี้มั่นใจได้เลยว่าจะช่วยเพิ่มความสุขให้กับชีวิตของคุณได้มากขึ้นกว่าเดิมอีกหลายเท่าอย่างแน่นอน
ไม่ต้องคิดมากแถมยังสนุกไปกับชีวิต

วิธีปฏิบัติตัวเมื่อต้องอยู่กับผู้ป่วยโรคซึมเศร้า

ผู้ป่วยซึมเศร้า

หากบอกว่ายุคนี้โรคยอดนิยมที่มีคนจำนวนมากป่วยทั้งที่รู้ตัวเองและไม่รู้ก็คือ
โรคซึมเศร้า โรคทางจิตเวชประเภทหนึ่งที่คนข้าง ๆ
จำเป็นต้องให้ความใส่ใจมากเป็นพิเศษ ไม่อย่างนั้นโอกาสที่จะทำอันตรายกับตัวเขาเองไปจนถึงการฆ่าตัวตายมีสูงมาก

แล้วถ้าหากคุณเป็นคนหนึ่งที่จำเป็นต้องอยู่กับผู้ป่วยโรคซึมเศร้าจะมีวิธีอย่างไรบ้างเพื่อให้เขาเหล่านั้นอาการดีขึ้นและหายเป็นปกติกลับมาใช้ชีวิตได้เหมือนเดิม
มีคำแนะนำดี ๆ มาฝากกัน

  1. รับฟังปัญหาพร้อมใช้หลักในการแนะนำในแบบที่ผู้ป่วยเข้าใจ

    อย่างที่รู้ว่าโรคซึมเศร้าคือโรคที่ผู้ป่วยมีปัญหาทางสภาพจิตใจด้วยเหตุนี้ผู้ที่อยู่ด้วยจึงต้องเป็นผู้ฟังที่ดี
    คอยรับฟังปัญหาต่าง ๆ ที่เขารู้สึกว่าเป็นอย่างไร
    ให้เขาคอยระบายในสิ่งที่รู้สึกออกมาอยู่ตลอด และเมื่อถึงคราวต้องให้คำแนะนำอย่าพึ่งคิดแบบคนปกติแต่ให้ใช้หลักของการให้กำลังใจพร้อมบอกวิธีง่าย
    ๆ ที่จะช่วยให้เขาผ่อนคลายมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม
  2. ไม่คาดหวังหรือกดดันกับผู้ป่วยมากเกินไป
    – อย่าไปคาดหวังในทุก ๆ เรื่องแม้แต่เรื่องของจะหายป่วยเมื่อไหร่
    เพราะอาการของโรคเหล่านี้ไม่มีเวลารักษาตายตัวชัดเจนว่าจะหายเมื่อไหร่
    การคาดหวังในทุก ๆ เรื่องกับผู้ป่วยจะทำให้เขารู้สึกกดดันมากกว่าคนที่มีจิตใจปกติ
    และนั่นอาจเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นได้
  3. ลองพาไปทำกิจกรรมที่เขามีความสุข
    – ลองถามดูว่าตัวเขาเองต้องการทำอะไรให้สนุก ๆ บ้างหรือไม่ก็ลองพาไปทำพร้อม ๆ กัน
    ย้ำว่าต้องถามให้ดี พอถึงช่วงเวลาระหว่างทำกิจกรรมนั้น ๆ
    ให้สังเกตว่าตัวเขาเองมีความสุขมากน้อยแค่ไหน ถ้าสีหน้ายังขาดรอยยิ้ม
    มีความมัวหมอง ก็ต้องพยายามหาวิธีในการช่วยเหลือเพื่อให้ลืมความทุกข์
    ความเครียดออกไปให้ได้ เช่น อาจลองให้ทำอะไรใหม่ ๆ ที่เขาไม่เคยทำมาก่อน เป็นต้น
  4. อยู่อย่างใกล้ชิด
    มีมิตรภาพดี ๆ ให้เสมอ – วิธีสุดท้ายคือพยายามอยู่กับผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด
    แต่ไม่ถึงขนาดว่าต้องตามติดทุกฝีก้าว
    ทั้งนี้หากเกิดอะไรที่ผิดปกติจะได้ช่วยเหลือทัน แต่ก็อย่างที่บอกให้ผู้ป่วยได้มีพื้นที่ส่วนตัวเป็นของตนเองบ้าง
    แล้วทุกอย่างจะค่อย ๆ ดีขึ้นมาเอง

คนที่มีความสุข

พื้นฐานสำคัญสำหรับคนที่ต้องอยู่กับผู้ป่วยโรคซึมเศร้าก็คือ
ให้เข้าใจในสิ่งที่เขาเป็นก่อน นี่คือโรคหนึ่งซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน
อย่าคิดว่าคนเหล่านี้เป็นบ้าเพราะมันจะยิ่งทำให้อาการทรุดหนักลงกว่าเดิมจนท้ายที่สุดอาจเกิดความสูญเสียที่ย้อนกลับไม่ได้ดังเดิม

RSS
Follow by Email
Facebook
Twitter